ต้นไม้ของฉัน

30 ม.ค.

ต้นวาสนา

515972-topic-ix-19

ชื่อสามัญ :  Queen of Dracaenas

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Dracaena Goldieana

ตระกูล   : AGAVACEAE

ชื่ออื่นๆ :  มังกรหยก

ลักษณะโดยทั่วไป    :   เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง กลม เป็นข้อถี่ มีความสูงประมาณ ๔-๑๐ เมตร ไม่มีกิ่งก้านสาขา ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากลำต้นส่วนยอด เรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลม ส่วนใบมีลักษณะเป็นใบเรียว ยาว ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น

การปลูก  :  การปลูกมี 2 วิธีคือ

  1. การปลูกในแปลงเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ควรขุดหลุมลึกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร       ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก
  2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-18 นิ้ว เปลี่ยนกระถาง 12 ปี/ครั้ง หรือแล้วแต่ความเหมาะสมของต้นวาสนาเพราะการขยายตัวของรากที่แน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา  :  ปลูกในบริเวณที่มีแสงแดด รดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ดินควรเป็นดินร่วนซุย

ดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลางจนถึงสูง ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในการปลูกควรใส่ปีละ 5-6 ครั้ง

การขยายพันธุ์  :  วิธีที่ดีที่สุดคือการปักชำ

โรค  :  ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศพอสมควร

รูปร่างลักษณะเซลล์บริเวรต่างๆ

ราก (root)

1

———————————————————————————————————————————————–

               ชั้นนอกสุดของรากจะเป็นชั้น epidermis ทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน ถัดมาคือชั้น cortex เป็นบริเวณที่ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดส่วนใหญ่เป็นพาเรงคิมามีหน้าที่สะสมน้ำและอาหาร ด้านในสุดของ cortex มักเห็นเซลล์เรียงตัวกันเป็นแถวเรียก endodermis ส่วน phloem และ xylem ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและสารอาหารเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของพืช

ลำต้น (stem)

2

       ————————————————————————————————————————-

                  ในส่วนของลำต้นบริเวณด้านนอกสุดเป็นชั้น epidermis ถัดมาเป็นชั้น vascular bundles และในสุดคือ ground tissue หน้าที่ในการทำงานเหมือนกับราก

ใบ (leaves)

3

         —————————————————————————————————————————-

              Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดประกอบด้วยเซลล์ผิว เซลล์คุมและอาจมีขน กลุ่มท่อลำเลียงอยู่ตรงบริเวณเส้นกลางใบ เส้นใบและเส้นใบย่อยจึงมีขนาดแตกต่างกันซึ่งประกอบด้วย xylem และ phloem โดยที่ล้อมรอบด้วยเยื่อหุ้มท่อลำเลียงหรือที่เรียกว่า bundle sheath

Upper epidermis

4

Lower epidermis

5

Sufficiency Economy

3 ม.ค.

Definition of Sufficiency Economy 

• Sufficiency Economy is a philosophy developed by His Majesty King Bhumibol Adulyadej that stresses the middle path as a guiding principle for people at all levels in pursuing their livelihood.  It is applicable to the individual, families, communities, as well as at the national level.

  • According to His Majesty, sufficiency means:
 “moderation, reasonableness, and the need for self-immunity for sufficient protection from impact arising from internal and external changes. To achieve this, an application of knowledge with due consideration and prudence is essential. In particular, great care is needed in the utilization of theories and methodologies for planning and implementation in every step. At the same time, it is essential to strengthen the moral fibre of the nation, so that everyone, particularly public officials, academics, businessmen at all levels, adheres first and foremost to the principles of honesty and integrity. In addition, a way of life based on patience, perseverance, diligence, wisdom and prudence is indispensable to create balance and be able to cope appropriately with critical challenges arising from extensive and rapid socioeconomic, environmental, and cultural changes in the world

 • Thailand has adopted the sufficiency economy philosophy as a guiding approach to enhance its ability to withstand external economic turbulence and promote sustainable development.  It must be stressed that the sufficiency economy approach does not aspire towards autarky.  Nor does it advocate protectionism or going back to a subsistence economy.  The sufficiency economy approach will allow Thailand to continue pursuing closer integration into the global economy with greater mindfulness.

• The sufficiency economy concept can be applied to all economic sectors of the country, in urban as well as rural areas.  The approach is fully compatible with ideas such as risk management, corporate social responsibility and good governance.

• Economic development is but one element of the sufficiency economy approach.  A holistic perspective is important to ensure its effective application.  Responsibility to the environment, the cultural and societal dimensions are taken into account under this philosophy.

Philosophy of the “Sufficiency Economy”

“Sufficiency Economy”  is a philosophy that stresses the middle path as the overriding principle for appropriate conduct and way of life by the populace at all levels.

This applies to conduct and way of life at the level of individual, family, and community, while providing a choice of balanced development strategy for the nation so as to develop in line with the forces for the nation so as to develop in line with the forces of globalization, and shielding against inevitable, and shielding against inevitable shocks and excesses that may arise.

“Sufficiency” means moderation and due consideration in all modes of conduct, together with the need for sufficient protection from internal and external shocks.

To achieve this, the application of knowledge with prudence is essential. In particular, great care is needed in the application of theories and technical know-how and methodologies for planning and implementation.

At the same time, it is essential to strengthen the moral fiber of the nation, so that everyone, particularly public officials, academics or theoreticians, businessmen and financiers, adheres first and foremost to the principles of honesty and integrity. In addition, a balanced approach combining patience, perseverance, diligence, wisdom and prudence is indispensable to cope appropriately with critical challenges arising from extensive and rapid socioeconomic, environmental, and cultural changes occurring as result of globalization.

แบบสำรวจความพึงพอใจ

27 ธ.ค.

ความนิยมในประเทศเกาหลี

23 ธ.ค.

korean_fever

ความนิยมในประเทศเกาหลี

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่ากระแสวัฒนธรรมเกาหลีมาแรงมาก และได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ละครทีวี ภาพยนตร์  เพลงป็อป รวมทั้งเหล่าบรรดาคนดังชาวเกาหลีด้วย  วัฒนธรรมเกาหลีสามารถครองใจและมีอิทธิพลต่อผู้คนในประเทศต่างๆแถบเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้อย่างมหาศาล   ทำให้ สื่อต่างๆ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ยอมรับกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีที่พุ่งสูงขึ้น ถึงกับขนานนามปรากฏการณ์นี้ว่า “คลื่นวัฒนธรรมเกาหลี” (Hallyu ในภาษาเกาหลี) เมื่อเดือนมีนาคม 2002 สำนักข่าว AP ของสหรัฐ รายงานข่าวนี้ในหัวข้อ “เก๋จริงกิมจิ “kim chic” ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเกาหลีสร้างกระแสและครองความนิยมแรงมากไปทั่วแถบเอเซีย ตั้งแต่อาหาร เพลง จนถึง รูปคิ้ว และแบบรองเท้า ทั้งๆที่แต่เดิมนั้นกระแสวัฒนธรรมแนวป็อปถูกโตเกียวและฮอลลีวูดครอบงำมาอย่างยาวนาน (Visser, 2002) นอกจากนี้ บทความในหนังสือ Hollywood Reporter ยังกล่าวไว้ว่า “เกาหลีได้เปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการกระโจนออกจากการวนเวียนอยู่ในแวดวงเดิมๆเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ที่ร้อนแรงที่สุดในเอเซีย” (Segers, 2000)

ย้อนไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลียังไม่มีศักยภาพพอที่จะส่งกระแสวัฒนธรรมออกนอกประเทศเลย นักวิชาการทั้งหลายยังไม่สนใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์ด้วยซ้ำไป เช่น  ในหนังสือ Oxford History of World Cinema ฉบับปี 1996 ไม่มีการเอ่ยถึงภาพยนตร์เกาหลีเลย และยังคงชื่นชมภาพยนตร์จากไต้หวัน ฮ่องกง จีน และ ญี่ปุ่น (Nowell-Smith, 1996) เพลงเกาหลีเองก็ยังถูกเมินจากนักวิจัย ดังที่ปรากฏในข้อคิดเห็นในหนังสือ World Music : The Rough Guide ที่พิมพ์ในปี 1994 ว่า “ตัวประเทศเองก็มีการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจอย่างไม่ตรงทางนัก แต่ในแง่ของวงการเพลง นับว่าไม่มีอะไรเทียบเคียงได้กับเพลงร่วมสมัยที่โดดเด่นของอินโดนีเซีย โอกินาวา หรือ ญี่ปุ่น.” (Kawakami and Fisher, 1994)

ในตอนที่กระแสวัฒนธรรมเกาหลีดังใหม่ๆนั้น  แม้แต่ชาวเกาหลีเองยังไม่ค่อยยอมเชื่อข่าวที่ว่าคนต่างชาติยอมรับและคลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีเสียด้วยซ้ำ เช่น

สิ่งที่เรียกกันว่าเกิดกระแส เบ ยอง จุน (Bae Yong Jun) (หรือ Yon-sama syndrome) ในญี่ปุ่น อาจทำให้ประชาชนเกาหลีโดยทั่วไปอย่างข้าพเจ้ารู้สึกว่า “มีความสุขปนฉงนสนเท่ห์”…… ขณะที่เรามีความภาคภูมิใจว่าเรากลายเป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมได้เหมือนกันหลังจากเป็นแต่ผู้นำเข้ามานานเต็มที่แล้ว แต่เราก็ยังคงฉงนอยู่ดีว่าวัฒนธรรมของเราจุดไหนที่โดนใจคนต่างชาติได้ขนาดนี้ (Lee, 2004)

ข้อความจากนิตยสารเกาหลีที่ยกมาข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงปฏิกิริยาของชาวเกาหลีที่มีต่อปรากฏการณ์กระแสวัฒนธรรมเกาหลีที่แพร่หลายออกไป ประเทศเกาหลีนั้นต่อสู้ดิ้นรนเรื่องวัฒนธรรมของตนเองมานานมากแล้ว ทั้งยังต้องเผชิญกับการคุกคามและครอบงำจากวัฒนธรรมต่างชาติอีกด้วย จากจิตใต้สำนึกในฐานะเป็น”ผู้ถูกกดขี่” ในเชิงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คนเกาหลียอมเชื่อข่าวเรื่องปรากฏการณ์กระแสวัฒนธรรมเกาหลี

มีการรายงานว่ากระแสวัฒนธรรมเกาหลีเริ่มต้นขึ้นในประเทศจีน ประมาณปี 1997 เมื่อมีการนำละครทีวีเกาหลีเรื่อง What is Love All About? ออกอากาศทางช่อง CCTV ของจีนและสร้างกระแสฮิตติดตลาดอย่างรวดเร็ว และเป็นเรตติ้งสูงสุดอันดับสองเป็นประวัติการณ์ของทีวีจีนทีเดียว (Heo, 2002) ปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิดนั้นส่งผลให้ละครซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆสามารถครองใจผู้ชมชาวจีนได้เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่นั้นมา ละครทีวีเกาหลีได้ครองเวลาออกอากาศในประเทศอื่นๆอีกมากมาย เช่น ไต้หวัน ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเริ่มเปิดกว้างด้านสื่อในช่วงทศวรรษ 1990  นอกจากนั้น การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปลายทศวรรษ 1990 เอื้อต่อสถานการณ์และผู้ซื้อรายการทีวีด้วย เนื่องจากรายการของเกาหลีมีราคาถูกกว่ามาก กล่าวคือ ในปี 2000 ละครทีวีเกาหลีราคาเพียงหนึ่งในสี่ของละครญี่ปุ่น และ หนึ่งในสิบของละครฮ่องกง ด้วยเหตุนี้เอง ยอดการส่งออกของรายการทีวีเกาหลีจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2007 ยอดส่งออกสูงถึง 150.95 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับยอดส่งออกในปี 1999 ซึ่งสูงเพียง 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (กระทรวงวัฒนธรรมและท่องเที่ยว, 2008)

ภาพยนตร์และเพลงจากเกาหลี ดังและได้รับความนิยมทั่วเอเซียควบคู่กับละครทีวีเกาหลี เช่น คณะนักร้องชาย (boy band)วง H.O.T. สามารถไต่อันดับความนิยมสูงสุดในประเทศจีนและไต้หวันในปี 1998  ด้วยความดังของนักร้องกลุ่มนี้ซึ่งแม้แยกวงไปแล้วเมื่อกลางปี 2001 อัลบั้มเพลงของพวกเขายังคงขายได้อย่างต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง  ในปี 2002 นักร้องวัยรุ่นเกาหลี BoA ออกอัลบั้มแรกก็โด่งดังทันทีและเพลงยังติดอันดับยอดนิยมของ Oricon Weekly Chart ที่ญี่ปุ่นอีกด้วย  ซึ่งเทียบได้กับการจัดอันดับเพลงยอดนิยมของ American Billboard Charts ทีเดียว (Visser, 2002) ส่วนเพลงและการเต้นของวงนักร้องหญิงเกาหลี เช่น Wonder Girls และ Girls’ Generation ก็ได้รับความนิยมทั้งในประเทศกัมพูชาและประเทศไทยจนทุกวันนี้ มีแฟนเพลงจำนวนมาก และนักร้องในประเทศที่รับวัฒนธรรมเกาหลีต่างก็พากันเลียนแบบพวกเขาด้วย ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ปรากฏว่าภาพยนตร์เกาหลีได้รับการวิจารณ์ว่าสามารถดึงดูดผู้ชมได้จำนวนมหาศาลทั่วภูมิภาคเอเซีย

ยิ่งกว่านั้น ดาราเกาหลียังสร้างกระแสรุนแรงต่อวัฒนธรรมของผู้บริโภค ตั้งแต่ อาหาร แฟชั่น แนวการแต่งหน้า และการศัลยกรรมเสริมสวย  ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เห็นวัยรุ่นชาวเอเชียตกแต่งกระเป๋าเป้ สมุด และห้องของพวกเขาด้วยรูปดาราเกาหลี ดาราหญิงที่ได้รับความนิยมมากได้แก่ Lee Young-ae, Song Hae Gyo, Kim Hee Sun และ Jeon Ji-hyun จนมีข่าวว่าคนที่คลั่งไคล้อยากเหมือนดาราเหล่านี้ถึงกับขอให้หมอทำศัลยกรรมใบหน้าให้เหมือนดาราที่ตนชื่นชอบ (Join.com, 2001; Straits Times, 2002a and 2002b) และมีรายงานข่าวว่าดาราเกาหลีหลายคนทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแล้ว ทำให้พวกผู้หญิงจากจีน เวียดนาม และสิงคโปร์แห่กันไปเกาหลีเพื่อทำศัลยกรรมใบหน้ากับศัลยแพทย์เกาหลี ตอนนี้มีคนตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า กระแสศัลยกรรมพลาสติคแบบเกาหลี (Kim Chul-Jong, 2009)

อุตสาหกรรมยานยนต์ในเกาหลีใต้

23 ธ.ค.

2010-hyundai-tucson-01

อุตสาหกรรมยานยนต์ในเกาหลีใต้

เกาหลีเป็นประเทศที่มีการพัฒนาของอุตสาหกรรมมาโดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม ยานยนต์ที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ในยุคแรก(1960-1985) ของการเริ่มต้นอุตสาหกรรมรัฐบาลได้วาง นโยบายเพื่อ สนับสนุนอุตสาหกรรมโดยเริ่มจากมาตรการส่งเสริมการประกอบรถยนต์โดยการนำเข้าชิ้นส่วน ครบสมบูรณ์(CKD) จำกัดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น ยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนประกอบที่นำเข้ามาประกอบรถยนต์ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ และได้ประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อผลิตรถยนต์เพื่อใช้ภายในประเทศ โดยเน้นรถยนต์ขนาดเล็ก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนมีการเพิ่มปริมาณการใช้ชิ้นส่วนในประเทศร้อยละ 95 และขยายการส่งออกรถยนต์เกาหลี โดยมีมาตรการกีดกันการประกอบรถยนต์จากชิ้นส่วนที่นำเข้า จากต่างประเทศ ส่งเสริมการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ ต่อมาในช่วง 1986-2000 รัฐบาลได้เปิดเสรีตลาดรถยนต์ให้มี ีความหลากหลายมากขึ้นทั้งรถยนต์โดยสาร รถยนต์บรรทุก และรถยนต์นั่งขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงการลดภาษีลงมาจนเป็น 0 ในปัจจุบัน

          ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีได้พัฒนามาอย่างมากจนสามารถผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 5 และ ส่งออกเป็นอันดับ 6 ของโลก ความสำเร็จของอุตสาหกรรมนี้ ี้ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุน ช่วยเหลือและการวาง นโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้เกิดการบูรณาการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันยานยนต์ ์เกาหลีได้ก้าวเข้ามาสู่ยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายที่จะให้อุตสาหกรรม ยานยนต์สามารถอยู่รอด แข่งขัน และรักษาการเป็นผู้นำระดับแนวหน้าได้ ้จึงมีนโยบายสนับสนุนหลัก ดังนี้
1.สนับสนุนการใช้พลังงานที่ปลอดภัยและการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน นำไปสู่การลงทุนด้า้นการวิจัย และพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก
2. สนับสนุนการใช้เครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
3. ส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานสะอาดของผู้ขับขี่ในกรุงโซลโดยใช้นโยบายการลดภาษีเป็นตัวกระตุ้น
4. ส่งสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถโดยสาร เพื่อลดต้นทุนและรักษาระดับราคาค่าโดยสารให้คงที่
5. สนับสนุนการเข้าสู่ความเป็นสากลในการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ด้วยความได้เปรียบด้าน ค่าแรงที่ต่ำ มีวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น เหล็ก และคุณภาพที่ ่ได้มาตรฐาน ทำให้รถยนต์เกาหลีสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
6. สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM(Tier1)ต่างชาติ เช่น Delphi และ Bosch เป็นต้น และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศออกไป ตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
7. สนับสนุนการเจราจาเขตการค้าเสรีเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึง การหาแหล่งวัตถุดิบ ทรัพยากร และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับสากล (Global sourcing suppliers)
จากนโยบายหลักข้างต้น ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลียังสามารถที่จะพัฒนาและรักษาระดับแถวหน้าของโลกได้ต่อไปอย่างแน่นอน ด้วยความมุ่งหมาย ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และการบูรณาการอย่างสมบูรณ์

สัญลักษณ์ประจำชาติประเทศเกาหลีใต้

23 ธ.ค.

สัญลักษณ์ประจำชาติประเทศเกาหลีใต้

nation01

ธงประจำชาติ

ธงประจำชาติของประเทศเกาหลีใต้ ในภาษาเกาหลีเรียกว่า “แทกึกกี” โดย “แทกึก” แปลว่า จักรวาล และ “กี” แปลว่า ธง พื้นสีขาวของธงชาติ หมายถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของประชาชนของประเทศเกาหลีใต้ บนผืนธงประกอบไปด้วยวงกลมอยู่ตรงกลาง แบ่งเป็นสีน้ำเงินและสีแดงเท่าๆกัน ซึ่งเป็นลักษณะของ “หยิน – หยาง” ตามหลักปรัชญาตะวันออกโดยสีน้ำเงิน หมายถึง หยิน หรือ พลังในเชิงลบ ส่วนสีแดง หมายถึง หยาง หรือ พลังในเชิงบวก ซึ่งพลังทั้งสองรวมกันเป็นหลักแห่งการเคลื่อนที่ ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องประสานกันอย่างสมดุล อีกทั้งเป็นหลักแห่งความสามัคคีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และรอบวงกลมนี้จะมีสัญลักษณ์สีดำตรงมุมทั้ง 4 ด้าน อยู่บนพื้นธงสีขาว สัญลักษณ์ทั้ง 4 มุมนี้ ได้แก่

  • Geon อยู่มุมบนด้านซ้าย หมายถึง สวรรค์
  • Gon อยู่มุมล่างด้านขวา หมายถึง โลก
  • Gam อยู่มุมบนด้านขวา หมายถึง น้ำ
  • Li อยู่มุมล่างด้านซ้าย หมายถึง ไฟ

10 ข้อห้ามอย่าทำในเกาหลี

23 ธ.ค.

10 ข้อห้ามอย่าทำในเกาหลี

อันดับที่ 10 อย่าหวังพบคนถูกใจ
ไอ้ที่คุณวาดฝันมาจากหนังรัก เกาหลีทั้งหลายและหวังจะมาพบเจอหนุ่ม ตี๋หล่อผู้สุภาพหรือสาวน่ารักจิ้มลิ้มในแดนกิมจิ คุณควรยุติมันไว้แค่นั้น เพราะหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในเกาหลีนั้นหน้าตาธรรมดามากๆ(ค่อนข้างไปทางแย่) ไม่ว่าจะไปเดินในแหล่งที่อุดมวัยรุ่นแค่ไหนก็ยังหาที่โดนใจได้ยาก เพราะที่เราเห็นสวยหล่อในหนังละครนั้นเป็นประชาชนส่วนน้อยครับ (หนุ่มสาวชาวไทยเจ๋งกว่าเยอะ)

อันดับ ที่ 9 อย่าหวังพึ่ง ฟุด ฟิต ฟอ ไฟ
แม้คุณจะได้ความมั่นใจในการฟุด ฟิต ฟอ ไฟ จากครูเคทมาแล้วหลายครั้ง แต่การพูดภาษาอังกฤษในเกาหลีต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะคนที่นี่นอกจากจะไม่พูดอังกฤษแล้ว เขาก็ไม่มองว่าคนพูดอังกฤษได้จะดูเป็นคนเก่งหรือน่าชื่นชมแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดเจนว่าในเกาหลีมีชาวฝรั่งมาท่องเที่ยวกันน้อยเหลือเกิน

อันดับ ที่ 8 อย่าซื้อของปลอม!
ไม่ใช่จะมาโปรโมตเรื่อง ลิขสิทธิ์ทาง

ปัญญา แต่จะบอกว่าคุณภาพของก๊อปปี้ในเกาหลีก็ไม่ต่างจากสินค้าย่านประตูน้ำสักเท่า ไหร่ ดังนั้น หากคุณจะซื้อของปลอมจากที่นั่น และมาย้อมแมวหลอกเพื่อนว่าเป็นสินค้าจากเกาหลีคุณก็อาจจะเสียเพื่อนเอาง่ายๆ

อันดับ ที่ 7 อย่ามักง่าย(ในร้านฟาสต์ฟูด)
แม้กาแฟเย็นจะไม่เอาอ่าว แต่เรื่องความเป็นระเบียบวินัย และสปิริตการรักษาความสะอาดในร้านฟาสต์ฟูด คงต้องยกให้คนเกาหลี คุณคิดดูสิ นอกจากจะรณรงค์ให้คนเก็บภาชนะ เทขยะลงถังแล้ว ยังละเอียดถึงขั้นให้แยกประเภทภาชนะอีกด้วย และคนเกาหลีทั้งวัยรุ่นขาโจ๋หรือคนแก่แค่ไหน ต่างก็พร้อมใจกันทำเหมืนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ดังนั้นคุณอย่าเผลอทำตัวเหมือนในบ้านเราเด็ดขาด!

อันดับ ที่ 6 อย่าสั่งกาแฟเย็น(ในร้านฟาสต์ฟูด)
ไม่เชื่ออย่าลบลู่ ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินซื้อน้ำล้างจานฟรีๆไม่ได้พูดโอเว่อร์ เพราะกาแฟเย็นในร้านฟาสต์ฟูดของเกาหลีรสชาติแย่จริงๆ สันนิษฐานได้ว่าที่เกาหลีมีร้านกาแฟอยู่มากมาย และผู้คนก็ชอบที่จะดื่มกาแฟตามร้านเหล่านั้นมากกว่าดังนั้น เครื่องดื่มชนิดนี้ในร้านฟาสต์ฟูดจึงไม่ได้รับการปรับคุณภาพตามมาตรฐาน ISO แต่อย่างใด

อันดับ ที่ 5 ระวังถูกชน!
ไม่ได้หมายถึงถูกรถชนนะครับ คนเกาหลีนี่แหละที่จะชนคุณจนหงายเก๋งได้ แถมยังไม่มีแม้แต่คำขอโทษ เพราะคนที่นี่ทั้งชายและหญิงต่างเดินกันเลนไหนเลนนั้น ใครขวางข้าชน ซึ่งถ้าคุณต้องสัญจรบนทางเท้าอันพลุกพล่านในเกาหลี และแน่ใจว่าไปไม่รอด ขอแนะนำให้สวมฟองน้ำไว้ที่หัวไหล่ตั้งแต่ลงจากเครื่อง บิน!

อันดับ ที่ 4 อย่าทำอะไรกวนใจโชเฟอร์
คนเกาหลีดุมาก อันนี้เรื่องจริง แม้โชเฟอร์แท็กซี่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หากคุณนั่งอยู่บนรถของเขาและเกิดนึกจะหยิบจับปรับช่องแอร์อะไรก็ตาม โชเฟอร์จะตวาดคุณทันทีด้วยน้ำเสียงเหมือนคุณจะเบี้ยวค่าโดยสาร และหากโชคไม่ดีคุณจะโดนตีมือดังเพี๊ยะ! ให้งงเล่น

อันดับ ที่ 3 อย่าโบกแท็กซี่คันสีดำ
คุณอย่าใช้ความเคยชินในเมืองไทย ที่ว่าจะต้องขึ้นแท็กซี่รุ่นใหม่ เท่านั้นเพราะถ้าคุณ เผลอไปใช้บริการแท็กซี่สีดำที่มักจะลวงตาคุณด้วยยี่ห้อเบนซ์หรือ บีเอ็มดับเบิ้ลยู คุณอาจจะหมดตัวเอาง่ายๆเพราะรถประเภทนี้คือรถ เดอลุกซ์(ภาษาเกาหลีเรียก ว่าโมบอม) และมิเตอร์จะเริ่มต้นราคาที่แพงกว่ารถคันอื่นๆเกือบเท่าตัว! (ทางที่ดีคุณควรจะหัดขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินจะดีกว่า)

อันดับ ที่ 2 ฉ่อน จี ฮยอน ไม่ใช่ จอน จี ฮุน
หากคุณคลั่งไคล้ฉ่อน จี ฮยอน มากถึงขั้นจะบินไปหาเธอที่เกาหลีคุณต้องท่องและออกเสียงชื่อของเธอให้ขึ้นใจ ว่าฉ่อน จี ฮยอนไม่ใช่ จอน จี ฮุนถ้าคุณไปถามคนที่นั่นว่ารู้จัก จอน จี ฮุน บ้างไหมเขาอาจจะเข้าใจว่าบุคคลนี้เป็นอาชญากรตัวร้าย และคุณคือผู้สมคบคิดข้ามแดน (ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน สถานที่ สิ่งของ เมื่ออยู่ที่นั่นแล้วคุณควรออกเสียงให้ถูกต้อง)

อันดับ ที่ 1 คุณคือ Tourist ไม่ใช่ Business man
ถ้าคุณไม่อยากเจอปัญหาหนักอกกับใบหน้าเจี้ยมๆ ของ ต.ม.(กองตรวจคนเข้าเมือง)คุณต้องไม่กรอกจุดประสงค์ในการเข้ามาประเทศเกาหลี ใต้ในเอกส ารว่า Business อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นคุณจะต้องเสียเวลากับกิริยาก้าวร้าวและไม่รับฟังเหตุผลของพนักงาน ที่นั่นจ นคุณอาจจะฉุนขาดได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาที่เกาหลีเพื่ออะไร คุณต้องบอกและกรอกไปว่าคุณคือ Tourist